สำนักความร่วมมือระหว่างประเทศ และวิเทศสัมพันธ์

สาธารณรัฐคิวบา

Print
Category: อเมริกาใต้
Published Date
Written by krit Hits: 1635
สาธารณรัฐคิวบา (Republic of Cuba)
 
 
 

 

 

ธงชาติ:

 
ตราแผ่นดิน:
 
คำขวัญ(สเปน) : Patria o Muerte ("Homeland or Death")
 
 
ที่ตั้ง :
ตั้งอยู่ในภูมิภาคแคริบเบียนเหนือ ที่จุดบรรจบของทะเลแคริบเบียน อ่าวเม็กซิโก และมหาสมุทรแอตแลนติก คิวบาตั้งอยู่ทางทิศใต้ของสหรัฐอเมริกาภาคตะวันออก และหมู่เกาะบาฮามาส ทางทิศตะวันตกของเกาะเติร์กและหมู่เกาะเคคอสและประเทศเฮติ ทางทิศตะวันออกของเม็กซิโก และทางทิศเหนือของหมู่เกาะเคย์แมนและเกาะจาเมกา

 

 

 
การแบ่งเขตการปกครอง :
14 จังหวัด (provinces) และ 1 เทศบาลพิเศษ* (special municipality - Isle of Youth) ได้ประกอบขึ้นเป็นประเทศคิวบา เขตปกครองนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงใหม่จากเดิมมีเพียง 6 จังหวัด คือ ปีนาร์เดลรีโอ (Pinar del Río) อาบานา (Habana) มาตันซัส (Matanzas) ลัสบียัส (Las Villas) กามากูเอย์ (Camagüey) และโอเรียนเต (Oriente)

1.Isla de la Juventud (Isle of Youth)
2.Pinar del Río
3.La Habana (Havana) 
4.Ciudad de la Habana (Havana City) 
5.Matanzas
6.Cienfuegos 
7.Villa Clara 
8.Sancti Spíritus 
9.Ciego de Ávila
10.Camagüey
11.Las Tunas
12.Granma
13.Holguín
14.Santiago de Cuba
15.Guantánamo

เพลงชาติ : La Batamesa (The Bayamo Song)
เมืองหลวง : ฮานาวา
ภาษาราชการ : ภาษาสเปน
สกุลเงิน : เปโซ
ประชากร : 11,382,820 คน (โดยประมาณ 2549)
พืชเศรษฐกิจ : อ้อย , กาแฟ , ข้าว , ยาสูบ , กล้วย , สับปะรด ฯลฯ
แร่ธาตุสำคัญ : เกลือแร่ , นิกเกิล , โครเมียม , ก๊าซธรรมชาติ , ทองแดง ฯลฯ

 

 

 

-------

 

สภาพเศรษฐกิจ :
คิวบาเป็นประเทศเกษตรกรรม ซึ่งก่อนการเปลี่ยนแปลงในปี ค.ศ. 1959 ระบบเศรษฐกิจของคิวบาเป็นแบบทุนนิยม เพราะเศรษฐกิจถูกครอบงำโดยนายทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนายทุนชาวอเมริกัน
ผลผลิตที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจคิวบามากที่สุด คือ น้ำตาล โดยยาสูบทำรายได้รองมาเป็นอันดับ 2
เมื่อฟิเดล คาสโตร ขึ้นปกครองประเทศ รัฐบาลได้การปฏิรูปการเกษตรโดยออกกฎหมายที่มีสาระสำคัญดังนี้
1. ที่ดินของเอกชนซึ่งมีเนื้อที่เกิน 30 กาบาเยเรีย (Caballerias) หรือประมาณ 402 เฮกตาร์จะถูกโอนเป็นของรัฐ
2. ที่ดินของเอกชนถ้าใช้ทำไร่อ้อยจะได้รับการผ่อนผันให้มีเนื้อที่ได้ 100 กาบาเยเรียหรือประมาณ 1,342 เฮกตาร์
3. ที่ดินที่โอนเป็นของรัฐถ้าเป็นผืนใหญ่มากจะไม่นำไปแจกจ่ายให้แก่ชาวนา แต่จะจัดตั้งระบบสหกรณ์
4. รัฐจะแจกจ่ายที่ดินให้แก่ผู้เช่าที่นาทำกิน หรือรับจ้างทำนา หรือบุกเบิกที่ดินทำกินระหว่าง 2 ถึง 5 กาบายาเรียหรือประมาณ 27 ถึง 67 เฮกตาร์
5. จัดตั้ง"สถาบันการปฏิรูปการเกษตรแห่งชาติ" (Instituto Nacional de Reforma Agraria) เพื่อดำเนินการปฏิรูปการเกษตรดังกล่าวภายใต้การควบคุมของรัฐ
การปฏิรูปดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากชาวนายากจนและผู้ใช้แรงงานด้านการเกษตรอย่างมาก แต่เจ้าของที่ดินรายใหญ่ทั้งชาวคิวบาและชาวต่างประเทศซึ่งได้รับผลกระทบจากการยึดที่ดินคืนต่างอพยพออกจากคิวบาเป็นจำนวนมาก
ช่วงปี ค.ศ. 1960-1963 คิวบามุ่งจะสร้างความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจของชาติ เลิกระบบทุนนิยม จึงลดการปลูกอ้อย (เพราะน้ำตาลที่ผลิตจากอ้อยเป็นสินค้าหลักของคิวบา ซึ่งมีอเมริกาเป็นคู่ค้ารายใหญ่/คิวบาตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอเมริกาในปี 1962) โดยส่งเสริมการปลูกพืชอื่นแทนอ้อย แต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะการลดปริมาณผลิตอ้อยทำให้กระทบกระเทือนรายได้เข้าสู่ประเทศและโครงสร้างเศรษฐกิจของคิวบาเอง ดังนั้นคิวบาจึงกลับมาส่งเสริมการปลูกอ้อยเช่นเดิม (ค.ศ. 1963)
การปฏิวัติไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมในคิวบาค่อยๆเป็นไปทีละขั้นตอน ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเริ่มต้นตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1950 และมาสัมฤทธิผลในมศวรรษที่1970 แล้วกฌได้ผ่อนคลายมาสู่ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีบ้างเล็กน้อยในทศวรรษ 1980 ในปัจจุบันแม้คิวบาจะยังจัดเป็นประเทศกำลังพัฒนา มีภาวะขาดดุลการค้าแก่ต่างชาติ และไม่มีสินค้าฟุ่มเฟือยตามท้องตลาดทั่วไป แตฐานะทางเศรษฐกิจโดยทั่วไปทั้งประเทศและของประชาชนก็นับว่าอยู่ในระดับที่ดีกว่าประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันหลายประเทศ

 

 

 

----------

 

สภาพสังคม/วัฒนธรรม :
คิวบาเป็นสังคมที่ประกอบด้วยคนหลายเชื้อชาติอยู่ปะปนกันโดยไม่มีการแบ่งแยกสีผิว ก่อนการปฏิวัติของฟิเดล คาสโตร ชาวคิวบาสวนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก (ร้อยละ 72 ของประชาการทั้งหมด) นอกนั้นนับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ศาสนายิว และศาสนาที่ผสมผสานระหว่างศาสนาคริสต์กับลัทธิความเชื่อดั้งเดิมของของชนชาวผิวดำ ที่มาจากแอฟริกา ส่วนผู้ไม่นับถือศาสนาใดๆมีสูงถึงร้อยละ 19 ของประชากรทั้งหมด
ภายหลังการปฏิวัติ รัฐบาลของฟิเดล คาสโตร เห็นว่าศาสนาเป็นสิ่งขัดขวางความเจริญก้าวหน้าและการปฏิวัติไปสู่ระบบคอมมิวนิสต์ ดังนั้นจึงมุ่งกำจัดอิทธิพลของศาสนาให้หมดไป หนังสือเกี่ยวกับคำสอนทางศาสนาถูกทำลาย โรงเรียนของศาสนจักรถูกยึดเป็นของรัฐ องค์กรทางศาสนาถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพ อิทธิพลของจักรวรรดินิยมอเมริกาถูกถอนรากถอนโคนจากสังคมคิวบา รัฐส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเชื้อชาติและระหว่างเพศ

 

 

 

-------------

 

 

 

ประวัติศาสตร์คิวบา(พอสังเขป) :
ชาวสเปนเดินทางมาถึงเกาะคิวบาครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2035 แต่ไม่ได้สนใจเกาะนี้มากนักในระยะแรกเพราะไม่มีทรัพยากรธรรมชาติและมีชาวอินเดียนอยู่น้อย จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติในเฮติเมื่อราวพ.ศ. 2333 คิวบาจึงกลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรมน้ำตาลของสเปนแทนที่เฮติ
คิวบาเป็นดินแดนสุดท้ายในทวีปอเมริกาที่เป็นอาณานิคมของสเปน โฮเซ่ มาตี จัดตั้งพรรคปฏิวัติคิวบาเมื่อ พ.ศ. 2435 เพื่อเรียกร้องเอกราชจนถูกฆ่าเมื่อพ.ศ. 2438 การเรียกร้องเอกราชของคิวบาได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา จนกระทั่งเรือของสหรัฐเกิดระเบิดในอ่าวของกรุงฮาวานาเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2440 ซึ่งกลายเป็นชนวนให้สหรัฐประกาศสงครามกับสเปน ผลของสงครามทำให้คิวบาได้รับเอกราชและอาณานิคมอื่นของสเปนกลายเป็นของสหรัฐ
หลังจากได้รับเอกราช คิวบาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐมาก ในบางช่วงเช่น พ.ศ. 2460- 2466 คิวบาถูกสหรัฐยึดครองและเข้ามาบริหารโดยตรง ทั้งนี้เพราะสหรัฐมีผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมน้ำตาลของคิวบา อิทธิพลของสหรัฐสิ้นสุดลงเมื่อ ฟิเดล คัสโตร เข้ายึดอำนาจจากประธานาธิบดี ฟุลเฮนซิโอ บาติสตา และบริหารประเทศด้วยระบอบสังคมนิยมเมื่อ พ.ศ. 2502 เมื่อถูกสหรัฐตัดความสัมพันธ์และปิดกั้นทางการค้า และสหรัฐสนับสนุนชาวคิวบาโพ้นทะเลให้ก่อกบฏล้มรัฐบาลของคัสโตรจนเกิดวิกฤตการณ์เบย์ออฟฟิกส์เมื่อ 15 เมษายนพ.ศ. 2514 แต่ไม่สำเร็จ รัฐบาลของคัสโตรจึงหันไปสร้างความสัมพันธ์กับโซเวียตและจีนแทน ปัจจุบันคิวบาเป็น 1 ใน 5 ประเทศคอมมิวนิสต์ในโลก (อีก 4 ประเทศคือ จีน เวียดนามลาว และเกาหลีเหนือ) และเป็นประเทศเดียวในทวีปอเมริกาที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์

 

 

 

-------------

 

 

 

การปฏิวัติคิวบา

 

 

 

การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของคิวบาในปี ค.ศ. 1959 มีสาเหตุสำคัญมาจากปัญหารการครอบงำทางเศรษฐกิจและการเมืองของอเมริกาที่เริ่มมาตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 การเข้าไปลงทุนขยายกิจการปลูกอ้อยและการทำอุตสาหกรรมผลิตน้ำตาลของบริษัทอเมริกัน และบริษัทต่างชาติอื่นๆ ได้ทำให้ผู้ผลิตอ้อยและผู้ผลิตน้ำตาลรายย่อยตลอดจนนายทุนระดับชาติของคิวบาไม่สามารถแข่งขันได้ เนื่องจากมีทุนน้อยกว่าจนต้องเลิกกิจการไปเป็นจำนวนมาก จากในสถิติปี ค.ศ. 1959 นั้น บริษัทอเมริกันเป็นเจ้าของโรงงานผลิตน้ำตาลที่ใหญ่ที่สุด 9 ใน 10 แห่งของคิวบา นอกจากนั้น ชาวอเมริกันยังเป็นเจ้าของกิจการไฟฟ้าและโทรศัพท์ถึงร้อยละ 90 กิจการรถไฟร้อยละ 50 กิจการธนาคารร้อยละ 25 กิจการน้ำมันและเหมืองแร่เกือบทั้งหมด เป็นต้น สินค้าที่เข้ามาจากอเมริกาในแต่ละปีก็มูลค่ามหาศาล อันทำให้คิวบาต้องพึ่งพาอเมริกาและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นเริ่มต้นของคิวบาอย่างยิ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ สภาวะเศรษฐกิจของคิวบาจึงถูกกำหนดโดยอเมริกาอย่างแท้จริง
ในทางการเมืองนั้น ผู้บริหารประเทศของคิวบาในระดับต่างๆจำนวนมากอยู่ภายใต้อิทธิพลของอเมริกา จึงพร้อมที่จะวางนโยบายเศรษฐกิจเพื่อสนองการลงทุนของนายทุนต่างชาติ แต่ไม่มีมาตรการที่จะช่วยส่งเสริมการลงทุนของนายทุนคิวบา และช่วยพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติอย่างมีประสิทธิภาพ
สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ความไม่พอใจการใช้อำนาจการปกครองแบบเผด็จการของประธานาธิบดีบาติสต้า ซึ่งไม่เปิดโอกาสให้ผู้มีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างจากรัฐบาลสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมืองได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และผู้ที่คัดค้านรัฐบาลก็ถูกปราบปรามอย่างรุนแรง

ในวันที่ 26 กรกฎาคม ค.ศ. 1953 ฟิเดล คาสโตร นักกฎหมายชาวคิวบาได้นำกำลังติดอาวุธกว่า 100 คนเข้าโจมตีค่ายทหารมอนกาดา(Moncada) ที่เมืองซานติอาโก เด กูบา แต่ต้องพ่ายแพ้แก่ฝ่ายทหาร อย่างไรก็ตามการกระทำครั้งนี้ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติโค่นล้มประธานาธิบดีบาติสตา และเป็นที่มาของ "ขบวนการ 26 กรกฎาคม" ฟิเดล คาสโตรและน้องชายชื่อ ราอูล คาสโตร ถูกจับและถูกพิพากษาให้จำคุกเป็นเวลา 15 ปี แต่ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1955 กลุ่มของคาสโตรได้รับการอภัยโทษ จึงได้เดินทางไปยังอเมริกาและเม็กซิโกเพื่อเตรียมการปฏิวัติอีกครั้งหนึ่ง
ในวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 1956 ฟิเดล คาสโตร พร้อมด้วย Ernesto Che Guevara นักปฏิวัติชาวอาร์เจนตินา จึงได้นำกองกำลังติดอาวุธ 82 คนจากเม็กซิโกมาขึ้นฝั่งที่จังหวัดโอเรียนเตในคิวบา กองกำลังดังกล่าวได้ปะทะกับทหารของรัฐบาลและรอดชีวิตเพียง 12 คน จึงต้องหลบหนีไปตั้งมั่นอยู่บริเวณเทือกเขามาเอสตรา เพื่อใช้เป็นฐานทำการปฏิวัติต่อไป
บรรดานักปฏิวัติที่รอดตายเหล่านี้ไม่มีใครเลยที่มาจากชนชั้นกรรมกรและชาวนา
-ฟิเดล คาสโตรและดอร์ติโกส เป็นนักกฎหมาย
-ราอูล คาสโตรและโชมอน เป็นนักศึกษา
-เปเรสและบาเยโฮ เป็นแพทย์
-ปาอิส เป็นอาจารย์
-เซียนฟูเอโกสและอัลเมเฮอิราส เป็นชนชั้นกลางที่ตกงาน
-เช กูวาร่าเป็นนักศึกษาแพทย์
ระหว่างเดือนธันวาคม ค.ศ. 1956 ถึงเดือนธันวาคม ค.ศ. 1958 มีผู้เข้าร่วมสมทบในกองกำลังปฏิวัติเพียงประมาณ 1,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกรรมกรโรงงานอุตสาหกรรม ผู้ใช้แรงงานในไร่นา และชาวนายากจน บุคคลเหล่านี้ไม่ได้เลื่อมใสหรือเข้าใจอุดมการณ์สังคมนิยมแต่อย่างใด แต่ต้องการเพียงจะต่อสู้กับพวกนายทุนที่กดขี่เอารัดเอาเปรียบและยึดที่ดินทำกิน ฝ่ายปฏิวัติต้องสร้างพันธมิตรกับชาวนาในเขตที่ทำสงครามจรยุทธ์โดยให้สัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนด้านวัตถุ เช่น ช่วยซื้อผลิตผลทางการเกษตรและจัดหาเครื่องอุปโภคที่ขาดแคลนมาให้ เป็นต้น
ความไม่พอใจระบอบเผด็จการของบาติสต้าและสภาพสังคที่เป็นอยู่ทำให้มีการแสดงพลังต่อต้านรัฐบาลโดยกลุ่มต่างๆหลายครั้ง ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1957 นักศึกษาได้กโจมตีทำเนียบประธานาธิบดี ในเดือนสิงหามปีเดียวกัน ได้มีการนัดหยุดงานทั่วไป ในเดือนต่อมาทหารเรือที่เมืองเซียนฟูเอโกสได้ก่อการแข็งข้อต่อรัฐบาล และในเดือนเมษายน ค.ศ. 1958 ก็ได้มีการนัดหยูดงานทั่วไปอีก ในเวลาเดียวกนนี้ ขบวนการปฏิวัติของฟิเดล คาสโตร ก็สามารถเปิดแนวรบที่ 2 ที่เทือกเขากริสตาล
วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1959 กองกำลังฝ่ายปฏิวัติก็ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด โดยเข้ายึดกรุงฮาวานาได้ด้วยกำลังที่มีไม่ถึง 2,000 คน ประธานาธิบดีบาติสต้าหลบหนีไปสาธารณรัฐโดมินิกัน ถือเป็นความสำเร็จของคณะปฏิวัติ

การปฏิวัติไปสู่ระบบสังคมนิยมก่อให้เกิดผลเสียหายเป็นอย่างมากต่อนายทุนชาวอเมริกันที่เคยมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองในคิวบา ซึ่งในที่สุดก็ได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคิวบากับอเมริกาต้องเสื่อมทรามลง อเมริกาได้จำกัดจำนวนการนำเข้าน้ำตาลจากคิวบา ปิดล้อมเมืองท่าคิวบาเพื่อขัดขวางการขนถ่ายสินค้า ตลอดจนส่งกองกำลังติดอาวุธ เข้ารุกรานคิวบา อันนำไปสู่กรตัดความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่าง 2 ประเทศในเดือนมกราคม ค.ศ. 1961 ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1962 องค์การนานารัฐอเมริกัน(Organizacion de los Estados Americanos) ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของอเมริกาก็ได้ขับไล่คิวบาออกจากการเป็นสมาชิก เมื่อสภาพการณ์เป็นเช่นี้ รัฐบาลคิวบาจึงต้องรีบปฏิวัติไปสู่ระบบสังคมนิยมให้เร็วยิ่งขึ้นเพื่อเสถียรภาพและความมั่นคงของชาติ คิวบาได้เสริมสร้างกำลังทหาร ในขณะเดียวกันก็ได้กระชับความสัมพันธฺกับสหภาพโซเวียตมากขึ้น เพื่อขอความช่ยเหลือในการพัฒนาเศรษฐกิจและกองทัพ ในช่วงเวลานี้เองที่คิวบาได้รับรูปแบบการจัดระบบการเมืองการปกครองจากสหภาพโซเวียตมาเรื่อยๆ มีการจัดองค์การทางการเมืองและองค์การทางเศรษฐกิจแบบสหภาพโซเวียต ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1965 พรรคการเมืองภายใต้การนำของฟิเดล คาสโตร ก็ได้เปลี่ยนชื่อมาใช้ชื่อว่า "พรรคคอมมิวนิสต์คิวบา" (Partido Communista de Cuba)
ในที่สุดเมื่อฟิเดล คาสโตร เห็นว่าระบบสังคมนิยมในคิวบามีความมั่นคงเพียงพอแล้วจึงได้ปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองครั้งใหม่ในปี ค.ศ. 1976 โดยมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดให้มีสถาบันและกระบวนการทางกรเมืองที่ใกล้เคียงกับของสหภาพโซเวียต เริ่มเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งผู้แทนระดับท้องถิ่นโดยตรง และให้มีรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมโดยตัวแทนประชาชน ระบบดังกล่าวได้ใช้มาจนถึงปัจจุบัน...

สรุปโดยสังเขป
การปฏิวัติไปสู่ระบบสังคมนิยมในคิวบาเกิดจากการที่คณะบุคคลกลุ่มหนึ่งนำโดยฟิเดล คาสโตร มีความไม่พอใจต่อระบอบเผด็จการของประธานาธิบดีบาติสต้า และการครอบงำทางเศรษกิจและการเมืองของอเมริกา ซึ่งทำให้คิวบาถูกเอารัดเอาเปรียบและตักตวงผลประโยชน์ไปเป็นจำนวนมาก บุคคลกลุ่มนี้จึงได้ใช้กำลังติดอาวุธเข้าต่อสู้และยึดอำนาจจากรัฐบาล หลังจากนั้นได้ปฏิวัติไปสู่ระบบสังคมนิยม การเปลี่ยนแปลงของคิวบาทำให้อเมริกาไม่พอใจและตัดความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน คิวบาจึงหันไปใกล้ชิดกับสหภาพโซเวียตและรีบเร่งพัฒนาระบบเศรษฐกิจ การเมืองและการทหารให้มั่นคงโดยมีสหภาพโซเวียตเป็นผู้สนับสนุนช่วยเหลือ



------------



วัฒนธรรมทางการเมืองของคิวบา

 

 

 

วัฒนธรรมทางการเมืองของคิวบาเป็นแบบอำนาจนิยมที่ได้สั่งสมมาเป็นเวลานานหลายร้อยปี ตลอดเวลาที่สเปนปกครองคิวบานั้น สเปนได้ใช้วิธีการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางภายใต้การปกครองของผู้ว่าที่ส่งมาจากสเปน แม้จะมีคณะกรรมการบริหารแต่ละเมืองแต่คณะกรรมการเหล่านนี้ก็ต้องรับนโยบายจากผู้ว่าการ และอำนาจสิทธิ์ขาดทั้งหมดก็อยู่ที่ผู้ว่าการซึ่งเป้นตัวแทนของกษัตริย์สเปน ชาวอาณานิคมทั้งที่เป็นชาวสเปนและชาวผิวดำแอฟริกันไม่มส่วนร่วมในการปกครองประเทศ

ต่อมาในสมัยที่อเมริกาเข้ามาปกครองปกครองคิวบาในเวลาอันสั้น แม้อเมริกาจะแสดงให้เห็นว่า ได้พยายามที่จะช่วยคิวบาวางรากฐานการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยสนับสนุนให้มีรัฐธรรมนูญและสถาบันทางการเมืองเหมือนของสหรัฐอเมริกา แต่ในทางปฏิบัติ การปกครองของอเมริกาก็คล้ายคลึงกับของสเปน คือ มีผู้ว่าการฝ่ายทหารที่มีอำนาจเด็ดขาดเข้ามาควบคุมดูแล

ครั้นเมื่อคิวบาเป็นเอกราชโดยสมบูรณ์ ระบอบประชาธิปไตยของคิวบาก็มีอายุไม่ยืนยาว ทั้งนี้เพราะผู้นำส่วนใหญ่ต่างก็นิยมใช้อำนาจเด็ดขาดปกครองประเทศ จนในที่สุดก็ได้ใช้กำลังทหารยึดอำนาจการปกครอง ทำให้ประเทศตกอยู่ในระบบเผด็จการอีกครั้งหนึ่ง (เห็นได้ชัดจากกรณีประธานาธิบดีบาติสต้า)

เมื่อฟิเดล คาสโตร ขึ้นสู่อำนาจก็ได้ปกครองประเทศด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น ประชาชนคิวบาจึงอยู่ภายใต้การปกครองระบอบเผด็จการมาเกือบโดยตลอด ประชาชนมีความเคยชินกับกระบวนการทางการเมืองที่มีผู้นำเด็ดขาด มีบุญบารมีเป็นที่ยอมรับของประชาชน ซึ่งทำให้การตัดสินใจทางการเมืองจากเบื้องบนสู่เบื้องล่าง อุดมการณ์ทางการเมือง สถาบันทางการเมือง และการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชนไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดนโยบาย หรือก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ

เมื่อประธานาธิบดีบาติสต้า ยังอยู่ในตำแหน่ง อำนาจบริหารประเทศทั้งหมดอยู่ที่ประธานาธิบดีแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น เมื่อบาติสต้าหลบหนีออกไปนอกประเทศในปี ค.ศ. 1958 สถาบันทางการเมืองเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกองทัพ กรมตำรวจ รัฐสภา หรือศาลจึงไม่สามารถปฏิบัติราชการต่อไปได้เพราะขาดผู้สั่งการ และเมื่อฟิเดล คาสโตร เข้ามายึดอำนาจการปกครองแล้ว ฟิเดลเองก็ไม่ได้อาศัยกองทัพ พรรคการเมือง สหภาพกรรมกร หรือจนชั้นชานารายย่อยเป็นกำลังสนับสนุน อีกทั้งยังไม่มีอุดมการณ์ซึ่งโน้มน้าวให้มวลชนสนับสนุนการปฏิวัติเลย คงมีเพียงชนชั้นกลางจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่ให้การสนับสนุนอย่างแท้จริง ฟิเดล คาสโตรจึงเป็นผู้นำที่โดดเด่นแต่เพียงผู้เดียว ประชาชนเห็นด้วยและสนับสนุนฟิเดล คาสโตร ก็เพราะต้องการให้โค่นล้มบาติสต้าและระบอบเผด็จการเท่านั้น เมื่อฟิเดล คาสโตร ทำได้สำเร็จ ประชาชนก็ยอมรับในตัวฟิเดล คาสโตรในฐานะผู้นำ ไม่ใช่พรรคหรืออุดมการณ์ใดๆ แม้ฟิเดล คาสโตร จะใช้อำนาจเผด็จการเช่นเดียวกับบาติสต้า แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยอมรับการปกครองและการนำของฟิเดล คาสโตร ในฐานะวีรบุรุษที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมในสังคม และมุ่งสร้างคิวบาให้เป็นรัฐเอกราชที่เข้มแข็งอย่างแท้จริง นอกจากนั้นคุณสมบัติส่วนตัวของฟิเดล คาสโตร ที่เป็นผู้ก่อตั้งและผู้นำขบวนการปฏิวัติมาโดยตลอด ย่อมเป็นที่ยอมรับนับถือของบรรดาทหารจรยุทธ์ ซึ่งต่อมาได้เป็นผู้ที่รับผิดชอบตำแหน่งสำคัญๆของประเทศ

การยึดมั่นในตัวบุคคลโดยไม่ให้ความสำคัญต่อสถาบันทางการเมืองและอุดมการณ์ทางการเมืองนี้เรียกว่า "ลัทธิบูชาตัวบุคคล" (Personalismo) ซึ่งสนับสนุนให้เกิด"ผู้นำ"(Caudillo) ที่มีอำนาจเด็ดขาดสูงสุด เป็นสัญลักษณ์และศูนย์รวมของทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมการเมือง ดังนั้น การริเริ่มหรือการกระทำใดๆที่เป็นของฟิเดล คาสโตรจึงเป็นที่มาของแนวนโยบายแห่งรัฐ
 
 


ในระยะแรกที่เริ่มทำการปฏิวัตินั้น มีบุคคลจำนวนมากที่เชื่อว่าฟิเดล คาสโตร ยังไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์ เพราะฟิเดลมุ่งเพียงแต่โค่นล้มรัฐบาลเผด็จการของบาติสต้า และขจัดอิทธิพลของอเมริกาให้หมดไปจากคิวบาเท่านั้น จึงเป็นเพียงนักชาตินิยมและนักปฏิวัติหัวก้าวหน้า ฟิเดลไม่เคยศึกษาสรรนิพนธ์หรือทฤษฎีปฏิวัติของนักคิดคอมมิวนิสต์คนใดคนหนึ่งอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นของคาร์ล มาร์กซ์ เลนิน เหมาเจ๋อตุง หรือโวเหงียนเกี๊ยบ อุดมการณ์และความคิดของผู้นำคอมมิวนิสต์เหล่านี้เพิ่งจะเข้าไปมีอิทธิพลต่อความคิดของฟิเดลในภายหลัง แม้แต่หนังสือพิมพ์ปราฟดาของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียตฉบับวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1959 ก็ยังลงข่าวการยึดอำนาจรัฐของฟิเดล คาสโตรว่า ฟิเดลเป็นนักชาตินิยมผู้ต่อต้านเผด็จการและจักรวรรดินิยมแต่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ ฟิเดลได้แรงบันดาลใจในการปฏิวัติมาจากโฮเซ่ ฮูเลียน มาตร์ตี ผู้ก่อตั้งพรรคปฏิวัติคิวบาในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 Simon Bolivar นักปฏิวัติชาวเวเนซูเอลา และวีรบุรุษที่มีลักษณะ "ผู้นำ" คนอื่นๆของลาตินอเมริกา

ในภายหลังเมื่อฟิเดลประกาศตนอย่างเปิดเผยว่าเป็นคอมมิวนิสต์และจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้น ประชาชนผู้นิยมและยกย่องศรัทธาฟิเดล คาสโตร ก็พร้อมที่จะเป็นคอมมิวนิสต์ไปตามผู้นำ ดังนั้น แกนนำในการปฏิวัติที่แท้จริงคือ ฟิเดล คาสโตร ไม่ใช่พรรคคอมมิวนิสต์ จำนวนชาวคิวบาที่เป็น "ผู้นิยมคาสโตร" (castrist) มีมากกว่า "ผู้นิยมคอมมิวนิสต์" เสียอีก

ในปัจจุบันได้มีการส่งเสริมลัทธิบูชาตัวบุคคลของฟิเดล คาสโตรทั่งทั้งสังคมคิวบา นับตั้งแต่เยาวชนรุ่นเล็กจนถึงประชาชนทั่วไป ทุกคนจะได้รับการอบรมให้เคารพยกย่องฟิเดล คาสโตร เหมือนกับที่ชาวีนเคยคลั่งไคล้ประธานเหมาเจ๋อตุง หรือชาวเวียตนามเคารพรักโฮจิมินห์ หรือชาวเกาหลีเหนือศรัทธาคิมอิลซุง มีบทเพลงชื่อ "ทุกคนร่วมกับฟิเดล" (Todos con Fidel) เป็นที่นิยมร้องกันไปทั่ว สถานที่หรือสิ่งของที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวประวัติของฟิเดล คาสโตร จะได้รับการยกย่องให้มีความสำคัญต่อชาต เช่ย ค่ายทหารที่มอนกาดา "ศูนย์การศึกษา 26 กรกฎาคม" เป็นต้น นอกจากนั้น โฮเซ่ ฮูเลียน มาร์ตี และเช กูวาร่า ก็ได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษของชาติเช่นกัน

การปฏิวัติไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ของคิวบาประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง เป็นเพราะการปฏิวัติเริ่มต้นจากการสร้างผู้นำซึ่งเป็นที่ศรัทธาในหมู่ประชาชน แล้วให้ประชาชนปฏิบัติตามคำสั่งของผู้นำ ถ้าการปฏิวัติเริ่มต้นจากการปลูกฝังอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ให้ประชาชนเกิดจิตใต้สำนึกในการปฏิวัตด้วยตนเองแล้ว ก็อาจจะประสบผลสำเร็จช้ามากหรือไม่ประสบผลสำเร็จเลย.....

สาธารณรัฐอาร์เจนตินา

Print
Category: อเมริกาใต้
Published Date
Written by krit Hits: 519

ประเทศอาร์เจนตินา

อาร์เจนตินา (อังกฤษและสเปน: Argentina) หรือชื่อทางการ สาธารณรัฐอาร์เจนตินา (อังกฤษ: Argentine Republic; สเปน: República Argentina) เป็นหนึ่งในประเทศในทวีปอเมริกาใต้ (ลาตินอเมริกา) ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาแอนดีสทางทิศตะวันตก และมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ทางทิศตะวันออกและทิศใต้ มีพรมแดนจดประเทศปารากวัยและประเทศโบลิเวียทางภาคเหนือ จดประเทศอุรุกวัยและประเทศบราซิลทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจดประเทศชิลีทางภาคตะวันตกและภาคใต้ อาร์เจนตินาเป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของทวีปอเมริกาใต้ รองจากบราซิล และมีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 8 ของโลก

ประวัติประเทศอาร์เจนตินา

ปลายศตวรรษที่ 18… 25 พฤษภาคม 1810 ชาวเมือง Río de la Plata เรียกร้องเอกราชจากประเทศสเปน ณ. Plaza de Mayo การเคลื่อนไหวเรียกร้องอิสรภาพภายใต้การนำของ General Jose de San Martin และประกาศเอกราชเป็นทางการ ในวันที่ 9 กรกฎาคม 1816 จากเหตุการณ์นั้น กลายเป็นประเทศอาร์เจนตินา… จวบจนปัจจุบัน หากพูดถึงประเทศอาร์เจนตินา เราคงต้องพูดถึง มนต์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรมดนตรีและการเต้นรำจังหวะอันร้อนแรงเย้ายวน… Tango (แทงโก้) ของหนุ่มสาวที่เต็มไปด้วยความอารมณ์ความรู้สึก เมืองหลวง Buenos Aires (กรุงบัวโนสไอเรส) อันได้ชื่อว่าเป็นปารีสของ South America (อเมริกาใต้) เมืองสถาปัตยกรรมที่สวยงาม บ้านเรือนทีมีสีสัน ไม่เพียงเท่านั้้น เรายังได้สัมผัสกับวิถีความเป็นอยู่ของชาวเมือง ศิลปะและวัฒนธรรม อาหารการกิน สเต็ก บาร์บิคิว ไวน์เลิศรส แหล่งช๊อปปิ้ง ย่านธุรกิจ โรงละครโอเปร่า และสถานที่ท่องเที่ยวยามราตรีี กีฬาฟุตบอลกับความคลั่งไคล้ของชาวเมือง และบ้านเกิดของนักฟุตบอลทีมดังๆ อันมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก และอีกด้านหนึ่ง อาร์เจนตินาเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของทวีปอเมริกาใต้ (ละตินอเมริกา) ดินแดนอันกว้างใหญ่ ที่่ที่่ซึ่งมีทัศนียภาพหลากหลายผสมผสานไปด้วยภูเขา ป่า ทะเล ทะเลทราย และธารน้ำแข็ง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนรักธรรมชาติ สัตว์ป่า และสัตว์ทะเล โดยเฉพาะกิจกรรมการศึกษาสำรวจ เดินป่า ปีนเขา เล่นสกี ตกปลา เหล่านี้คือ เสน่ห์ประเทศอาร์เจนตินา

เมืองหลวง

บัวโนสไอเรส เป็นเมืองหลวงเมืองใหญ่ที่สุด และเมืองท่าของประเทศอาร์เจนตินา ตั้งอยู่ที่พิกัดภูมิศาสตร์  บนชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปอเมริกาใต้ ตรงข้ามกับเมืองโกโลเนียเดลซากราเมนโต ประเทศอุรุกวัย

ลักษณะภูมิประเทศ

ประเทศอาร์เจนตินามีพื้นที่ประมาณ 2,736,691 ตารางกิโลเมตร มีขนาดพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับทีสองในทวีปอเมริกาใต้ มีขนาดความยาวตั้งแต่เหนือจรดใต้ประมาณ 3,900 กิโลเมตร ความกว้างวัดจากส่วนที่กว้างที่สุดกว้างประมาณ 1,400 กิโลเมตร จุดที่สูงที่สุดของประเทศอยู่ที่ยอดเขาอากอนกากวา ภาคกลางของอาร์เจนตินา จะเป็นพื้นที่ลุ่ม ส่วนทางภาคตะวันตกของประเทศ จะเป็นแนวเทือกเขาแอนดีส ทอดไปตามแนวความสูงของประเทศทั้งประเทศ

การเมืองการปกครอง

ระบบการปกครองเป็นแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตย มีประธานาธิบดีเป็นประมุข การแบ่งเขตบริหาร แบ่งเป็น 23 จังหวัด (Provinces) และ 1 เขตเมืองหลวงสหพันธ์

ฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบด้วย 2 สภา คือ

  1. วุฒิสภา มีสมาชิก 72 คน มาจากการเลือกตั้งจากแต่ละจังหวัดและเขตเมืองหลวงสหพันธ์ เขตละ 3 คน มีวาระ 6 ปี
  2. สภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิก 257 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง มีวาระ 4 ปี โดยมีการเลือกตั้งสมาชิกครึ่งหนึ่งทุกสองปี ฝ่ายตุลาการ ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งผู้พิพากษาศาลสูงจำนวน 9 คน โดยได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา

พรรคการเมืองสำคัญได้แก่

  • พรรค Peronist (Justicialist Party) ของประธานาธิบดี Kirchner
  • พรรค Radical Civic Union (UCR)
  • พรรค Union of the Democratic Centre

คริสติน่า เฟอร์นันเดซ ระบบการปกครอง : เป็นแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตย มีประธานาธิบดีเป็นประมุข (10 ธันวาคม 2007 วาระ 4 ปี) ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้ง มีวาระ 4 ปี สามารถลงสมัครเป็นสมัยที่สองได้ ประกอบด้วย ๒ สภา คือ (1) วุฒิสภา (Senate) มีสมาชิก 72 คน มาจากการเลือกตั้งจากแต่ละจังหวัดและเขตเมืองหลวงสหพันธ์ เขตละ 3 คน มีวาระ 6 ปี และ (2) สภาผู้แทนราษฎร (Chamber of Deputies) มีสมาชิก 257 คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรง มีวาระ 4 ปี โดยมีการเลือกตั้งสมาชิกครึ่งหนึ่งทุกสองปี

คริสติน่า เฟอร์นันเดซ เดอ เคิร์ชเนอร์ เป็นประธานาธิบดีหญิงอาร์เจนตินา คนปัจจุบัน

ประชากร

การประมาณจำนวนประชากรอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 2009 ได้ผลว่าอาร์เจนติน่ามีประชากร 40,134,425 คน จัดเป็นอันดับที่ 3 ในอเมริกาใต้ และอันดับที่ 33 ของโลก โดยมีความหนาแน่นของประชากร 15 คนต่อตารางกิโลเมตร ซึ่งน้อยกว่าความหนาแน่นเฉลี่ยของโลกที่ 50 คนต่อตารางกิโลมาตรเป็นอย่างมาก อัตราการเติบโตของประชากรในปี 2008 อยู่ที่ประมาณ 0.92% ต่อปี โดยมีอัตราการเกิดมีชีพเฉลี่ย 16.32 คนต่อประชากร 1,000 คน และอัตราการตายอยู่ที่ 7.54 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการอพยพสุทธิอยู่ที่ 0 คนต่อผู้อยู่อาศัย 1,000 คน

อาร์เจนติน่ามีอัตราการเพิ่มของประชากรต่ำที่สุดประเทศหนึ่งในละตินอเมริกา และมีอัตราการตายของทารกค่อนข้างต่ำ ค่ามัธยฐานของอายุประชากรอยู่ที่ 30 ปี และอายุขัยอยู่ที่ 76 ปี

ภาษา

ภาษาสเปน เป็นภาษาราชการ

ศาสนา

คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกร้อยละ 92 โปรแตสแตนท์ ร้อยละ 2 ยิว ร้อยละ 2 และอื่นๆ ร้อยละ 4

สกุลเงิน

เปโซ (Argentine Peso: ARS): 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 3.14 เปโซ (ณ วันที่ 7 ส.ค. 2550)

สาธารณรัฐชิลี

Print
Category: อเมริกาใต้
Published Date
Written by krit Hits: 310

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสาธารณรัฐชิลี

 
 

 

สาธารณรัฐบราซิล

Print
Category: อเมริกาใต้
Published Date
Written by krit Hits: 304

ภูมิศาสตร์และข้อมูลทั่วไปของบราซิล

 

สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล

Federative Republic of Brazil

1. ข้อมูลทั่วไป

 

ที่ตั้ง

บราซิลตั้งอยู่ทางตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้ มีอาณาเขตติดกับเกือบทุกประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ได้แก่ ซูรินาเม    กายอานา เฟรนช์เกียนา เวเนซุเอล่า โคลอมเบีย เปรู โบลิเวีย ปารากวัย อาร์เจนตินา และอุรุกวัย ยกเว้น ชิลี และเอกวาดอร์

 

ขนาดพื้นที่       

8,511,965 ตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่ที่สุดในลาตินอเมริกาและใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก (ไทย 513,120 ตารางกิโลเมตร อันดับ 51 ของโลก)

 

ภูมิประเทศ/ภูมิอากาศ                      

ภาคเหนือกินพื้นที่ร้อยละ 42 ของทั้งประเทศ หรือใหญ่กว่ายุโรปตะวันตกทั้งหมด เป็นเขตลุ่มแม่น้ำอเมซอน ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีปริมาณน้ำจึด 1 ใน 5 ของโลก รวมทั้งเป็นเขตป่าฝน (rainforest) ที่ใหญ่ที่สุดของโลกด้วย

                                            

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภูมิภาคที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของทั้ง 5 ภูมิภาคของบราซิล (คิดเป็นร้อยละ 18) ประกอบด้วย 7 รัฐ มีพื้นที่ติดชายฝั่งมหาสมุทรแอนแลนติก    มีทั้งเขตลุ่มแม่น้ำที่สามารถทำการเพาะปลูกพืชเขตร้อน และเขตที่ราบสูงที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในบริเวณชายฝั่งทะเล มีเมืองใหญ่หลายเมือง ได้แก่ เมือง Salvador และเมือง Recife      

                     

ภาคตะวันตกตอนกลางเป็นที่ราบสูงเฉลี่ย 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล กินพื้นที่ร้อยละ 22 ของประเทศต่อจากเขต อเมซอนไปทางใต้ เป็นเขตป่าไม้ชุกชุม เป็นพี้นที่เพาะปลูกและทำปศุสัตว์ บางแห่งเป็นพื่นที่แห้งแล้งกันดาร 

                                                         

ภาคตะวันออกเฉียงใต้มีพื้นที่เพียงร้อยละ 11 ของประเทศ แต่เป็นที่ตั้งของเมืองใหญ่ที่สุด 3 เมืองของบราซิล คือ รีโอเดจาเนโร เซาเปาลู และเบโลโอรีซอนตี และเป็นที่อยู่ของประชากรร้อยละ 45 ของทั้งประเทศ เป็นพื้นที่ชายฝั่ง หาดทราย และที่ราบสูง             

                                                   

ภาคใต้มีพื้นที่น้อยที่สุด มีอากาศใกล้เคียงกับยุโรป มีหิมะตกบางพื้นที่ในฤดูหนาว เป็นที่ตั้งรกรากของชาวยุโรปที่ไปตั้งถิ่นฐานในบราซิลในศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะจาก อิตาลี เยอรมนี โปแลนด์ และรัสเซีย และอยู่อาศัยเรื่อยมาจนปัจจุบัน ถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ ผลิตผลสำคัญ ได้แก่ ข้าวสาลีข้าวโพด ถั่วเหลือง และข้าว รวมทั้งเป็นเขตปศุสัตว์ที่สำคัญของประเทศด้วย

 

ทรัพยากรธรรมชาติ                                 

น้ำมันปิโตรเลียม บอกไซท์ ทองคำ แร่เหล็ก (เป็นผู้ส่งออกแร่และผลิตภัณฑ์เหล็กรายใหญ่ที่สุดในโลก) แมงกานีส นิกเกิล ฟอสเฟต พลาตินัม ดีบุก ยูเรเนียม พลังน้ำ และไม้

 

 

ประชากร (2556)   200 ล้านคน
เมืองหลวง   กรุงบราซิเลีย (Brasilia)
ภาษา   โปรตุเกส (ภาษาราชการ)
ศาสนา    คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก (ร้อยละ 80)
เชื้อชาติ    

ผิวขาว (โปรตุเกส อิตาลี เยอรมัน สเปน โปแลนด์)       

ร้อยละ 55ผิวผสมระหว่างผิวขาว ผิวดำ

ร้อยละ 38 ผิวดำ

ร้อยละ 6   และอื่นๆ (ญี่ปุ่น อาหรับ ชาวอินเดียนพื้นเมืองหรือAmerindian) ร้อยละ 1

หน่วยเงินตรา   เฮอัล (Real) อัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท เท่ากับ 0.09 เฮอัล(พ.ค. 2558)
วันได้รับเอกราช/วันชาติ   7 กันยายน 2365 (ค.ศ. 1822) จากโปรตุเกส
วันสถาปนารัฐธรรมนูญ   5 ตุลาคม 2531 (ค.ศ. 1988)
สมาชิกองค์การระหว่างประเทศ   FAO, ECLAC, FEALAC, G20, G77, GATT, IBRD,   ICAO, ILO, IMF, ITU, LAIA, MERCOSUR, NAM (OBSERVER),  OAS, UN, UNCTAD, UNESCO, UNHCR, RIO Group, UNPROFOR, WHO, WIPO, เป็นต้น
เวลาต่างจากไทย   ช้ากว่าไทย 9 ชั่วโมงในช่วงเดือนตุลาคม - มีนาคม และ 10 ชั่วโมง ในช่วงเดือนมีนาคม – ตุลาคม
รูปแบบการปกครอง   ประชาธิปไตยระบบประธานาธิบดี และเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐ (Federative Republic)
ประมุขของประเทศ      ประธานาธิบดี นาง Dilma Rousseff ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2553 และเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 1ม.ค. 2554
รองประธานาธิบดี   นาย Michel Temer
หัวหน้ารัฐบาล        นาง Dilma Rousseff
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ   นาย Mauro Luiz Iecker Vieira
การแบ่งเขตการปกครอง   26 รัฐ (states) และ 1 เขตนครหลวง (Federal District) มีผู้ว่าการรัฐรวม 27 คน และมีเทศบาลเมือง (municipalities) จำนวน 5,570แห่ง

                   

ฝ่ายบริหาร                                  

ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้ง มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี ตำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ คณะรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี (เลือกตั้งครั้งต่อไป ต.ค. 2561)

 

ฝ่ายนิติบัญญัติ                             

สภาแห่งชาติ (Congresso Nacional) เป็นระบบ 2 สภาคือ 1) วุฒิสภา (Federal Senate) มีสมาชิกจำนวน 81 คน ประกอบด้วยตัวแทนจาก 26 รัฐ และ 1 เขตนครหลวง มาจากการเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของแต่ละรัฐ และเขตนครหลวงจำนวนเขตละ 3 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 8 ปี โดย 1 ใน 3 ของผู้แทนได้รับเลือกตั้งหลังจาก 4 ปี และ 2 ใน 3 ได้รับการเลือกตั้งอีก 4 ปีถัดไป มีการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายเมื่อ 31 ต.ค. 2557 ประธานวุฒิสภาปัจจุบันคือนาย Renan Calheiros จากพรรค PMDB 2) สภาผู้แทนราษฎร (Chamber of Deputies) มีสมาชิกจำนวน 513 คน โดยแต่ละรัฐมีผู้แทนอย่างน้อย 8 ที่นั่ง และไม่เกิน 70 ที่นั่ง จากการเลือกตั้งตามสัดส่วน มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนปัจจุบันคือนาย Renan Calheiros จากพรรค PMDB

 

สมัยการประชุม สภาแห่งชาติมีการประชุมที่กรุงบราซิเลีย ระหว่าง 15กุมภาพันธ์ - 30 มิถุนายน และระหว่าง 1 สิงหาคม – 15 ธันวาคม ของทุกปี  ทั้งวุฒิสมาชิกและผู้แทนราษฎร ต่างสังกัดพรรคการเมือง การย้ายพรรคการเมืองถือเป็นเรื่องปกติ ทั้งสองสภามีอำนาจเสนอร่างกฎหมาย และมีหน้าที่พิจารณาร่าง กฎหมายที่ประธานาธิบดีเสนอ โดยสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาก่อน และส่งให้วุฒิสภาพิจารณา จากนั้นจึงส่งต่อให้ประธานาธิบดีประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป

 

ระบบกฏหมาย                               

ใช้ประมวลกฎหมายโรมัน (Roman codes)

 

ฝ่ายตุลาการ                                

ศาลสูงสุดแห่งชาติ (Supreme Federal Tribunal)ประกอบด้วยผู้พิพากษาทั้ง 11 คน แต่งตั้งโดยประธานาธิบดี และรับรองโดยวุฒิสภา มีวาระดำรงตำแหน่งตลอดชีพนอกจากนี้ ยังมี Superior Court of Justiceและ Supreme Electoral Court และ National Justice Council

 

2.  ระบบพรรคการเมือง

บราซิลได้รับเอกราชจากโปรตุเกสเมื่อปี 2365 แต่ยังคงปกครองด้วยระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญอยู่อีกระยะหนึ่ง จนในปี 2434 จึงสถาปนาระบบสหพันธ์สาธารณรัฐ(Federative Republic)

 

บราซิลอยู่ภายใต้การปกครองของทหารในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 2507 จนกระทั่งมีการ เลือกตั้งประธานาธิบดีที่เป็นพลเรือนภายใต้ระบอบประชาธิปไตยขึ้นในปี 2528 ปัจจุบันบราซิลมีพรรคการเมืองกว่า 20 พรรค และมีรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค นำโดยพรรคแรงงาน และพรรคร่วมรัฐบาล อีก 9 พรรค

 

พรรคการเมืองที่สำคัญในบราซิล ได้แก่ พรรคแรงงาน (Partido Trabalhista Brasileiro – PT) และพรรคแนวร่วมประชาธิปไตยบราซิล (Partido do Movimento Democrático Brasileiro – PMDB) ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหลักในปัจจุบัน นอกจากนั้น ยังมีพรรคสังคมประชาธิปไตยบราซิล (Partido da Social Democracia Brasileira – PSDB) และพรรคประชาธิปไตย (Democratas – DEM) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน

 

2.1   พรรคแรงงาน (Partido Trabalhista Brasileiro – PT)

ก่อตั้งเมื่อปี 2523 โดยมีรากฐานจากกลุ่มสหภาพแรงงาน รวมตัวเพื่อต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร มีแนวนโยบายสังคมนิยมซ้าย เป็นแกนนำพรรครัฐบาลตั้งแต่ ปี 2545 มาจนถึงปัจจุบันโดยผู้นำพรรค ได้แก่ อดีตประธานาธิบดี Luiz Inácio Lula da Silva (2545 – 2553) ชนะการเลือกตั้งในปี 2545 และอีกสมัยในปี 2549 ประธานาธิบดี Lula ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางเพราะบุคลิกภาพ และมีความเป็นผู้นำสูง ประกอบกับประวัติส่วนตัวที่เคยเป็นผู้ใช้แรงงาน ด้อยโอกาสทางการศึกษา และเป็นผู้นำสหภาพแรงงาน ทำให้ได้รับความชื่นชม และการสนับสนุนอย่างมากจากผู้ยากไร้

 

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2558นาง Dilma Rousseff เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีหญิงคนแรกของบราซิลเป็นสมัยที่สอง นาง Rousseff เป็นทายาททางการเมืองของอดีตประธานาธิบดี Lula ได้รับการยอมรับว่าเป็นคนทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง เคยเป็นนักต่อสู้เข้าร่วมกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารในยุคทหารปกครองประเทศ เข้าเป็นสมาชิกพรรคแรงงานบราซิลเมื่อปี 2544 และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองในช่วงรัฐบาล Lula ได้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และเหมืองแร่ และรัฐมนตรีประจำทำเนียบประธานาธิบดีตามลำดับ

 

ปัจจุบันพรรค PT มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 70ที่นั่ง (จากจำนวน 513 ที่นั่ง) และวุฒิสภา 12ที่นั่ง (จาก 81 ที่นั่ง)

 

2.2   พรรคแนวร่วมประชาธิปไตยบราซิล (Partido do Movimento Democrático Brasileiro - PMDB)

ก่อตั้งในยุคทศวรรษที่ 1970 มีอุดมการณ์สังคมนิยมซ้ายต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร เคยใช้สัญลักษณ์ธงแดงพื้นดำเป็นธงประจำพรรค แต่ปัจจุบันปรับนโยบายเป็นพรรคสายกลาง (centrists) มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 66 ที่นั่ง (จากจำนวน 513 ที่นั่ง) และวุฒิสภา 20 ที่นั่ง (จาก 81 ที่นั่ง) พรรค PMDB ให้การสนับสนุนประธานาธิบดี Rousseffและเป็นพรรคร่วมรัฐบาลขณะนี้

 

2.3   พรรคสังคมประชาธิปไตยบราซิล (Partido da Social Democracia Brasileira – PSDB)

ก่อตั้งเมื่อปลายทศวรรษที่ 1980 โดยแยกมาจากพรรค PMDB นำโดยอดีตวุฒิสมาชิก Fernando Henrique Cardoso ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ผู้คิดค้น “Real Plan” ซึ่งสร้างความเจริญเติบโตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมถึงดำเนินนโยบายสุขภาพพื้นฐาน และการปฏิรูปการศึกษา ทำให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสองสมัย (ปี 2537 และ 2541) ก่อนพ่ายแพ้ให้แก่พรรค PT เรื่อยมา หลังจากที่ประธานาธิบดี Lula ครบวาระในสมัยแรก นาย Jose Serra ได้พยายามชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 2545 แต่พ่ายแพ้ต่อประธานาธิบดี Lula หลังจากนั้นได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐเซาเปาลู และลาออกเพื่อลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งในเดือนตุลาคม 2553 แต่ก็ยังพ่ายแพ้แก่นาง Rousseff ผู้สมัครจากพรรค PTต่อมาในปี 2557 พรรค PSDB ส่งนาย Aecio Nevesสว รัฐมีนัสเชไรส์ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแข่งกับนางRousseff และพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งรอบสองเพียงร้อยละ   4จึงมีความเป็นไปได้สูงที่นาย Nevesจะลงสมัครชิงตำแหน่ง ปธน อีกครั้งในปี 2561

 

ปัจจุบันพรรค PSDB เป็นพรรคฝ่ายค้าน มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 54 ที่นั่ง (จากจำนวน 513 ที่นั่ง) และวุฒิสภา 12 ที่นั่ง (จาก 81 ที่นั่ง)

 

3. การเมืองการปกครอง

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2558 ประธานาธิบดี Rousseff ได้ประกาศนโยบายหลักของการบริหารรัฐบาล (1 มกราคม 2558– 31 ธันวาคม 2561) ดังนี้

 

3.1  ด้านการเมืองเน้นการปฏิรูปการเมืองอย่างเร่งด่วนเพื่อให้มีรูปแบบการเมืองที่ตอบรับกับความต้องการของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย

 

3.2  ด้านเศรษฐกิจ

-         เน้นเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพและเพิ่มความน่าเชื่อถือ โดยเน้นการควบคุมเงินเฟ้อให้ต่ำกว่าเพดานที่กำหนด และมีนโยบายการเงินการคลังที่รัดกุม(fiscal discipline)

-         สร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ดีต่อภาคธุรกิจ ภาคการผลิต ภาคการลงทุน และเน้นการแข่งขันไปพร้อม ๆ กับความเจริญอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

-         การปรับบัญชีสาธารณะ และเพิ่มการออมภายในประเทศ

-         รักษาอัตราการจ้างงาน คงสิทธิประโยชน์ด้านแรงงาน สวัสดิการสังคม และปรับค่าแรงขั้นต่ำตามสภาวะเศรษฐกิจ

-         สร้างกลไกลดช่องว่างทางภาษีที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจขนาดย่อมและขนาดเล็ก

 

3.3  การศึกษา

-         ให้ความสำคัญกับการศึกษามากขึ้น โดยประกาศให้บราซิลเป็นประเทศแห่งการศึกษา เพิ่ม งมป ด้านการศึกษาโดยนำเงินส่วนหนึ่งมาจากค่าลิขสิทธิ์ (royalties) การให้สัมปทานผลิตน้ำมัน

-         เน้นการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างภาคการผลิตกับสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ

-         ยืนยันการดำเนินโครงการวิทยาศาสตร์ไร้พรมแดน (Science without Borders) ต่อเพื่อให้ทุนนักศึกษาบราซิลศึกษาต่อในต่างประเทศอีก 100,000ทุน

 

3.4  ภาคบริการและโลจิสติกส์ส่งเสริมการลงทุนแบบการเป็นหุ้นส่วนภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะกับกิจการท่าเรือ ท่าอากาศยาน และการก่อสร้างทางหลวงต่างๆ  เพิ่มการลลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

 

3.5  โทรคมนาคมประกาศว่าภายใน 4 ปี บราซิลจะต้องมีการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตอย่างถ้วนหน้า (universal access) ผ่านอินเตอร์เน็ต broadband

 

3.6  ด้านสังคม

-         ลดความแตกต่างทางสังคมระหว่างรัฐต่าง ๆ ในบราซิล โดยเน้นการเพิ่มการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานในรัฐทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและในภูมิภาคอามาโซนัส

-         ขยายโครงการด้านสังคมอย่าง Bolsa Familia ให้ครอบคลุมถึงการพัฒนาการศึกษาในระดับอาชีวศึกษาสำหรับเด็กวัยรุ่นและผู้ใหญ่

-         พัฒนาโครงการ My House My Life ซึ่งช่วยให้คนยากจนได้มีโอกาสมีบ้านเป็นของตนเองอย่างต่อเนื่อง

 

3.7  การสาธารณสุขดำเนินโครงการสาธารณสุขถ้วนหน้าต่อ โดยเน้นไปที่การเพิ่มแพทย์ผ่านโครงการ More Doctors

 

3.8  ด้านการต่างประเทศ

-         ยังคงให้ความสำคัญกับภูมิภาคอเมริกาใต้ ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน การพัฒนาความสัมพันธ์ผ่าน Mercosur, UNASUR และ Community of Latin American and Caribbean States (CELAC)โดยไม่ยึดติดกับอุดมการณ์ นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับแอฟริกา เอเชีย และโลกอาหรับด้วยเช่นกัน

-         ส่งเสริมความสัมพันธ์กับ ปท สมาชิก BRICS ในด้านการค้า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การมีการดำเนินการทางการทูตร่วมกัน ตลอดจนการเร่งให้ธนาคารเพื่อการพัฒนาของ BRICSมีผลบังคับใช้โดยเร็ว

-         ปรับปรุงความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความสำคัญเชิงเศรษฐกิจ การเมือง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการค้าทวิภาคีกับบราซิล การพัฒนาความสัมพันธ์กับ    สหภาพยุโรปและญี่ปุ่นก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน

 

3.9  ปัญหาคอร์รัปชั่น

-         ยืนยันต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชั่น โดยเสนอขั้นตอนที่จะเร่งกระบวนการเพื่อนำผู้กระทำผิดไปลงโทษ และให้มี กม ลงโทษผู้กระทำผิดจากการคอร์รัปชั่นที่หนักขึ้น

-         เห็นว่าปัญหาคอร์รัปชั่นใน Petrobrasเกิดทั้งจากศัตรูภายในและภายนอกบราซิลยืนยันว่าผู้กระทำผิดต้องถูกลงโทษ แต่จะไม่ยอมให้ Petrobrasตกเป็นเป้าหมายของผู้ที่เห็นในผลประโยชน์ที่ต่างไป โดยเฉพาะในเรื่องระเบียบการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (national content) และการให้สัมปทานแบบแบ่งส่วน (concession by sharing system)

South America

Print
Category: อเมริกาใต้
Published Date
Written by krit Hits: 474

ทวีปอเมริกาใต้

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
 
 
อเมริกาใต้
South America
South America (orthographic projection).svg
พื้นที่ 17,840,000 ตร.กม.
(อันดับที่ 4)
ประชากร 410,013,492 คน (พ.ศ. 2558)
(อันดับที่ 5)
ความหนาแน่น 21.4 คน/ตร.กม.
(อันดับที่ 5)
คำเรียกผู้อาศัย ชาวอเมริกาใต้ (South American)
จำนวนประเทศ 12 ประเทศ
จำนวนดินแดน
ภาษา โปรตุเกส สเปน อังกฤษ ฝรั่งเศส ดัตช์เกชัว และอื่น ๆ
เขตเวลา UTC-2 ถึง UTC-5
เมืองใหญ่
 
แผนที่ดาวเทียมแสดงส่วนประกอบทางภูมิศาสตร์ของทวีปอเมริกาใต้
 
แผนที่ทวีปอเมริกาใต้

ทวีปอเมริกาใต้ เป็นทวีปที่เส้นศูนย์สูตรโลกพาดผ่าน พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในซีกโลกใต้ ขนาบข้างด้วยมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรแอตแลนติก ในทางภูมิศาสตร์ ทวีปอเมริกาใต้เพิ่งจะเคลื่อนมาบรรจบกับทวีปอเมริกาเหนือเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้เกิดคอคอดปานามา เทือกเขาแอนดีสที่มีอายุน้อยและไม่หยุดนิ่งพาดผ่านเขตด้านตะวันตกของทวีป ดินแดนทางตะวันออกของเทือกเขาแอนดีส คือ แอ่งแม่น้ำแอมะซอน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเขตป่าดิบชื้น

ทวีปอเมริกาใต้มีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นอันดับ 4 รองจากเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาเหนือตามลำดับ ส่วนจำนวนประชากรเป็นอันดับ 5 รองจากเอเชีย แอฟริกา ยุโรป และอเมริกาเหนือ

 

 

ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์

Bariloche- Argentina2.jpg
 

หลักฐานทางโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ พบว่ามีคนอาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ตั้งแต่ประมาณ 12,500 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยพบเครื่องมือหินและเครื่องใช้ที่ทำด้วยหนังสัตว์ในประเทศชิลี กระทั่ง 200 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในประเทศเปรูปัจจุบันมีวัฒนธรรมนาสคา เกิดขึ้นโดยมีการศึกษาเกี่ยวกับการโคจรของดวงอาทิตย์และมีการใช้เครื่องประดับ

ประชากรในทวีปอเมริกาใต้ สันนิษฐานว่าอพยพมาจากทวีปเอเชียเข้าสู่ทวีปอเมริกาเหนือโดยผ่านช่องแคบแบริง แล้วเดินทางลงใต้ผ่านอเมริกากลางจนถึงอเมริกาใต้เช่นปัจจุบัน ดังนั้นชนพื้นเมืองของทวีปอเมริกาใต้และอเมริกาเหนือจึงมีความสัมพันธ์กันทางเชื้อชาติ โดยในเปรูชนพื้นเมืองอินเดียนได้สร้างอาณาจักรอินคา ครอบคลุมอาณาเขตกว้างขวางทางตะวันตกของทวีป โดยมีเมืองคุชโกเป็นศูนย์กลางของอาณาจักร

ในปี พ.ศ. 2042 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เดินทางด้วยเรือมายังรอยต่อของอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ซึ่งชื่อของเขาก็เป็นที่มาของประเทศโคลอมเบียในปัจจุบัน กระทั่ง พ.ศ. 2043 ประเทศต่างๆในยุโรปโดยเฉพาะประเทศสเปน อิตาลี โปรตุเกส อังกฤษ และฝรั่งเศส ได้เข้ามาสำรวจ และยึดครองดินแดนเป็นอาณานิคมเป็นจำนวนมาก ประเทศเจ้าของอาณานิคมจากยุโรปยึดครองและได้ผลประโยชน์จากดินแดนในทวีปอเมริกาใต้มานานหลายร้อยปี จนกระทั่งใน พ.ศ. 2261 โฮเซ เดอ ซาน มาร์ติน ปลดปล่อยประเทศอาร์เจนตินา ชิลี โคลอมเบีย เอกวาดอร์ เวเนซุเอล่า ให้เป็นอิสระจากสเปนและปลดปล่อยประเทศบราซิลให้เป็นอิสระจากประเทศโปรตุเกสในลำดับถัดมา แลนด์จนกระทั่งปัจจุบัน เช่นเดียวกับประเทศฝรั่งเศสที่ยังคงยึดครองดินแดนเฟรนช์เกียนาทางตอนเหนือของทวีปเอาไว้

ลักษณะทางกายภาพ

ทำเลที่ตั้งและอาณาเขต

ทวีปอเมริกาใต้ตั้งอยู่บนซีกโลกใต้เป็นส่วนมากโดยอยู่ระหว่างละติจูดที่ 12 อาศาเหนือ ถึง 56 องศาใต้ และลองจิจูด 35 องศาตะวันออก ถึง 117 องศาตะวันตก มีเนื้อที่ประมาณ 17.8 ล้านตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นร้อยล่ะ 14 ของแผ่นดินโลก ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก และมีเนื่อที่แผ่นดินติดต่อกันทำให้ชายฝั่งของทะเลมีน้อยเมื่อเทียบกับขนาดของทวีป โดยทวีปอเมริกาใต้มีแผ่นดินใหญ่รูปร่างคล้ายสามเหลี่ยม

อาณาเขต

ทวีปอเมริกาใต้มีอาณาเขตติดต่อกับทวีปต่างๆดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับประเทศปานามาของทวีปอเมริกาเหนือ และจดทะเลแคริบเบียน
ทิศตะวันออก จดมหาสมุทรแอตแลนติก อาณาเขตสิ้นสุดที่เกาะจอร์เจียใต้
ทิศตะวันตก จดมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ และอาณาเขตสิ้นสุดที่เกาะอีสเตอร์ของประเทศชิลี
ทิศใต้ จดช่องแคบเดรกในทวีปแอนตาร์กติกา และ อาณาเขตสิ้นสุดที่แหลมฮอร์นของประเทศชิลี

ทวีปอเมริกาใต้ประกอบด้วย 12 ประเทศ และ 3 เขตการปกครอง ซึ่งแบ่งออกตามลักษณะภูมิประเทศได้ 4 กลุ่ม ดังนี้

  • เขตที่สูงกายอานา อยู่ทางตอนเหนือของทวีป มี 4 ประเทศ คือ ประเทศกายอานา ซูรินาม เวเนซุเอลา และโคลอบเบีย ประเทศโคลอมเบียมีประชากรมากที่สุดในเขตนี้
  • เขตที่เทือกเขาแอนดีส อยู่ทางภาคตะวันตกของทวีป ประกอบด้วย 4 ประเทศ คือ ประเทศเปรู เอกวาดอร์ โบลิเวีย และ ชิลี ประเทศโบลิเวียมีเนื้อที่มากที่สุด ส่วนประเทศเปรูมีประชากรมากที่สุดในเขตนี้
  • เขตลุ่มน้ำตะวันออกเฉียงใต้ของเทือกเขาแอนดิส ประกอบด้วยประเทศอาร์เจนตินา ปารากวัย และ อุรุกวัย ประเทศอาร์เจนตินามีเนื้อที่และประชากรมากที่สุดในเขตนี้
  • เขตลุ่มน้ำแอมะซอนและที่ราบสูงบราซิล ได้แก่ ประเทศบราซิล ซึ่งมีเนื้อที่มากกว่า 8.5 ล้านตารางกิโลเมตร

ตารางแสดงประเทศในทวีปอเมริกาใต้

ประเทศพื้นที่
(km²)
ประชากร
(1 กรกฎาคม 2548)
ความหนาแน่น
(per km²)
เมืองหลวง
 กายอานา   214,970     765,283 3.6 จอร์จทาวน์
 โคลอมเบีย 1,138,910  42,954,279 37.7 โบโกตา
 ชิลี [1]   756,950  15,980,912 21.1 ซานเตียโก
 ซูรินาม   163,270     438,144 2.7 ปารามารีโบ
 บราซิล 8,514,877 187,550,726 22.0 บราซีเลีย
 โบลิเวีย 1,098,580   8,857,870 8.1 ซูเกร
 ปารากวัย   406,750   6,347,884 15.6 อะซุนซิออง
 เปรู 1,285,220  27,925,628 21.7 ลิมา
 เวเนซุเอลา   912,050  25,375,281 27.8 การากัส
 หมู่เกาะฟอล์กแลนด์    12,173       2,967 0.24 สแตนลีย์
 อาร์เจนตินา 2,766,890  39,537,943 14.3 บัวโนสไอเรส
 อุรุกวัย   176,220   3,415,920 19.4 มอนเตวิเดโอ
 เอกวาดอร์   283,560  13,363,593 47.1 กีโต
 เกาะเซาท์จอร์เจียและหมู่เกาะเซาท์แซนด์วิช (สหราชอาณาจักร)     3,093           0 0 คิงเอดเวิร์ดพอยต์
 เฟรนช์เกียนา (ฝรั่งเศส)    91,000     195,506 2.1 กาแยน

ลักษณะภูมิประเทศ

แบ่งออกเป็น 4 ลักษณะ ได้แก่

เขตที่สูงกายอานา

เขตที่สูงกายอานาประกอบด้วย เขตที่สูงกายอานา (Guiana Highland) และที่ลุ่มยาโนส (Llanos) เป็นพื้นที่อยู่ทางทิศเหนือสุดของทวีป เป็นหินอัคนีหรือหินแกรนิต มีความยาวในแนวตะวันออกถึงตะวันตกมากว่า 1,600 กิโลเมตร พื้นที่สูงเริ่มจากตอนใต้ของประเทศเวเนซุเอลาไปถึงเหนือสุดของประเทศบราซิล ประกอบด้วยที่ราบสูง มีร่องน้ำลึกมาก มีน้ำตกที่สูงสุดของโลก คือ น้ำตกแองเจิล ซึ่งสูง 979 เมตร

ที่ลุ่มยาโนสอยู่ทางทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือของที่สูงกายอานา เป็นพื้นที่ราบลุ่มระหว่างเทือกเขาแอนดีสและที่สูงกายอานา อยู่ในประเทศโคลอมเบียและเวเนซุเอลา มีแม่น้ำที่สำคัญ คือ โอริโนโค (Orinoco) และสาขา ซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอนน้ำทำให้เป็นที่ราบลุ่มสมบูรณ์

เขตเทือกเขาแอนดีส

เทือกเขาแอนดิส เป็นเทือกเขาแคบวางตัวยาวในแนวเหนือ-ใต้เลียบชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ เริ่มตั่งแต่แหลมเหนือสุดของทวีปอเมริกาใต้ เป็นแนวยาวลงไปจนสุดแหลมฮอร์นของประเทศชิลี ด้านทิศตะวันตกติดมหาสมุทรแปซิฟิก มีชายฝั่งแคบมากและภูเขาสูงชัน มีแม่น้ำสายสั้นๆ ไหลลงมหาสมุทรแปซิฟิก บางบริเวณเป็นเขตแห้งแล้งหรือหนาวเย็นจัด ด้านทิศตะวันออกของเทือกเขาแอนดีสจะมีความลาดชันน้อยกว่าซีกตะวันตก และเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสำคัญ เช่นแม่น้ำแอมะซอน เป็นต้น

เขตลุ่มน้ำภาคใต้

เขตลุ่มน้ำภาคใต้อยู่ทางทิศตะวันออกของเทือกเขาแอนดีส เริ่มตั้งแต่ตอนใต้ของประเทศโบลิเวียไปจนสุดแหลมภาคใต้ของประเทศอาร์เจนตินา ประกอบด้วยที่ราบแพมพาส (Pampas) และปาตาโกเนีย (Patagonia) ในประเทศอาร์เจนตินา

ที่ราบแพมพาสมีลักษณะเป็นทุ่งหญ้าธรรมชาติขนาดใหญ่ และมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านไปลงสู่อ่าวริโอ เดอ ลา พลาตา (Rio de la Plata) ระหว่างเมืองหลวงของประเทศอุรุกวัยและอาร์เจนตินา

ที่ราบปาตาโกเนีย มีภูมิอากาศแบบทะเลทรายหนาวเย็น อยู่ทางตอนใต้ของประเทศอาร์เจนตินา มีพื้นที่ค่อนข้างขรุขระและมีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น พื้นที่บางส่วนเป็นธารน้ำแข็งและทะเลสาบ ชายฝั่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกเพนกวิน แมวน้ำ และวาฬ และสัตว์อื่นๆอีกนานาชนิดที่เข้ามาอาศัยอยู่

เขตลุ่มแม่น้ำแอมะซอนและที่สูงบราซิล

เขตลุ่มน้ำแอมะซอนและที่สูงบราซิลในประเทศบราซิล เริ่มตั้งแต่ด้านตะวันออกของเทือกเขาแอนดีสในเปรูจนถึงด้านตะวันออกของบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกลุ่มน้ำแอมะซอน หรือเรียกสั้นๆ ว่า "แอมะโซเนีย" (Amazonia) เป็นพื้นที่ราบต่ำ มีระดับความสูงต่ำกว่า 200 เมตร มีความลาดเทน้อยมาก แม่น้ำมีความยาว 6,570 กิโลเมตร คลุมพื้นที่มากกว่า 8 ล้านตารางกิโลเมตร พื้นที่เต็มไปด้วยป่าดิบชื้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ส่วนที่สูงบราซิลอยู่ทางทิศตะวันออกติดมหาสมุทรแอตแลนติก เริ่มตั้นแต่ตอนกลางของประเทศบราซิลลงไปติดประเทศอุรุกวัย มีความยาวประมาณ 1,280 กิโลเมตร ประกอบด้วยภูเขาไม่สูงมากนัก นอกจากภูมิประเทศทั้ง 4 เขต แล้ว ทวีปอเมริกาใต้ยังมีชายฝั่งทะเล โดยทางตะวันออกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก และทางตะวันตกติดมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งบริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ของทวีปจะเป็นฟยอร์ด (Fjord) ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของธารน้ำแข็ง และมีสัตว์และนกหลายชนิดอาศัยอยู่

ทางตอนเหนือของทวีปมีแม่น้ำไหลลงทะเลแคริบเบียน แม่น้ำแอมะซอนไหลจากเทือกเขาแอนดีสลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกที่เมืองมาคาปา (Macapa) ประเทศบราซิล โดยบริเวณปากแม่น้ำนั้นมีเกาะจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีแม่น้ำปารากวัย แม่น้ำอุรุกวัย แม่น้ำซาลาโต แม่น้ำโคโลราโด แม่น้ำซูบัต และแม่น้ำสายสั้นๆ อีกไหลจากทางทิศตะวันตกของทวีปไปลงมหาสมุทรแอตแลนติกทางด้านตะวันออก

ลักษณะภูมิอากาศและพืชพรรณธรรมชาติ

ลักษณะภูมิอากาศ

ทวีปอเมริกาใต้ มีเนื้อที่ส่วนมากอยู่ในเขตร้อน โดยเฉพาะทางตอนเหนือของทวีป จะมีลักษณะอากาศแบบมรสุมเขตร้อนจนถึงแบบอบอุ่น ส่วนในทางใต้จะได้รับอิทธิพลจากขั้วโลกใต้ ทำให้มีอากาศหนาวเย็น สามารถแบ่งภูมิอากาศตามแบบเคิปเปนได้ดังนี้

  1. เขตภูมิอากาศแบบป่าดิบชื้น หรือฝนตกชุกเขตร้อน (Af) และภูมิอากาศแบบมรสุมเขตร้อน (Am) มีฝนตกชุกมากทั้งปี เช่น พื้นที่ชายฝั่งตะวันตกและตอนใต้ของประเทศโคลอมเบีย ตอนเหนือและชายฝั่งตะวันออกของประเทศบราซิล เป็นต้น
  2. เขตภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าสะวันนา (Aw) เป็นเขตภูมิอากาศแบบร้อนชื้นสลับแล้ง ได้แก่ พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศบราซิลและทางทิศตะวันตกของประเทศเอกวาดอร์
  3. เขตภูมิอากาศแบบทะเลทรายเขตร้อน (BWh) เป็นเขตภูมิอากาศที่มีฝนตกน้อยกว่า 250 มิลลิเมตรต่อปี เช่น พื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศเวเนซุเอลาที่ติดกับทะเลแคริบเบียน เป็นต้น
  4. เขตภูมิอากาศแบบทะเลทรายเขตหนาว (BWk) เป็นเขตภูมิอากาศแบบทะเลทรายแต่มีอากาศหนาวเย็น ได้แก่ พื้นที่ทางตะวันตกของเทือกเขาแอนดีส ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณประเทศเปรูและชิลี
  5. เขตภูมิอากาศแบบแห้งแล้งกึ่งทะเลทรายหรือทุ่งหญ้าสเตปป์ (BSh) เป็นเขตภูมมิอากาศแบบแห้งแล้ง ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยในรอบปี 380-760 มิลลิเมตร ได้แก่ พื้นที่ทางเหนือสุดของทวีปในประเทศโคลอมเบียและทางตอนกลางของอาร์เจนตินา
  6. เขตภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้น (Cfa) เป็นเขตที่มีฝนตกชุก เนื้องจากชายฝั่งทะเลด้านทิศตะวันออก มีกระแสน้ำอุ่นบราซิลไหลเลียบชายฝั่งลงมาทางทิศใต้ เช่น บริเวณประเทศอาร์เจนตินาและอุรุกวัยที่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก
  7. เขตภูมิอากาศแบบชื้นภาคพื้นสมุทรชายฝั่งตะวันตก (Cfb) มีฤดูหนาวยาวนาน ได้แก่ พื้นที่ด้านตะวันตกของประเทศชิลีและปลายแหลมของทวีป
  8. เขตภูมิอากาศแบบที่สูง (H) เป็นภูมิอากาศที่หนาวเย็นบนเทือกเขาสูง ได้แก่ บริเวณเทือกเขาแอนดีส

ลักษณะพืชพรรณธรรมชาติ

ทวีปอเมริกาใต้เป็นทวีปที่มีพื้นที่ป่าไม้มากที่สุดในโลก โดยลุ่มน้ำแอมะซอนนั้นเป็นพื้นที่ป่าไม้เขตร้อนที่สำคัญ พืชพรรณธรรมชาติในทวีปอเมริกาแบ่งออกได้เป็นเขตดังนี้

ป่าดิบ

เป็นป่าไม้ที่มีลำต้นสูง ไม่มีกิ่งสาขาในระดับต่ำ รากมีลักษณะเป็นแนวนูนขึ้นมาบนต้น ใบใหญ่ และมีสีเขียวตลอดปี พันธุ์ไม้มีความหลากหลายมาก มักพบกล้วยไม้ ไม้เลื้อย เช่น เถาวัลย์ เฟิร์น และมอส เป็นต้น ป่าดิบชื้นในลุ่มน้ำแอมะซอนเป็นป่าไม้ประมาณร้อยล่ะ 25 ของพื้นที่ป่าไม้โลก นอกจากนั้นยังพบป่าดินชื้นในประเทศเวเนซุเอลา โคลอมเบีย และเอกวาดอร์ อีกด้วย