สาธารณรัฐบราซิล

Print
Category: อเมริกาใต้
Published Date
Written by krit Hits: 314

ภูมิศาสตร์และข้อมูลทั่วไปของบราซิล

 

สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล

Federative Republic of Brazil

1. ข้อมูลทั่วไป

 

ที่ตั้ง

บราซิลตั้งอยู่ทางตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้ มีอาณาเขตติดกับเกือบทุกประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ได้แก่ ซูรินาเม    กายอานา เฟรนช์เกียนา เวเนซุเอล่า โคลอมเบีย เปรู โบลิเวีย ปารากวัย อาร์เจนตินา และอุรุกวัย ยกเว้น ชิลี และเอกวาดอร์

 

ขนาดพื้นที่       

8,511,965 ตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่ที่สุดในลาตินอเมริกาและใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก (ไทย 513,120 ตารางกิโลเมตร อันดับ 51 ของโลก)

 

ภูมิประเทศ/ภูมิอากาศ                      

ภาคเหนือกินพื้นที่ร้อยละ 42 ของทั้งประเทศ หรือใหญ่กว่ายุโรปตะวันตกทั้งหมด เป็นเขตลุ่มแม่น้ำอเมซอน ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีปริมาณน้ำจึด 1 ใน 5 ของโลก รวมทั้งเป็นเขตป่าฝน (rainforest) ที่ใหญ่ที่สุดของโลกด้วย

                                            

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภูมิภาคที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของทั้ง 5 ภูมิภาคของบราซิล (คิดเป็นร้อยละ 18) ประกอบด้วย 7 รัฐ มีพื้นที่ติดชายฝั่งมหาสมุทรแอนแลนติก    มีทั้งเขตลุ่มแม่น้ำที่สามารถทำการเพาะปลูกพืชเขตร้อน และเขตที่ราบสูงที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในบริเวณชายฝั่งทะเล มีเมืองใหญ่หลายเมือง ได้แก่ เมือง Salvador และเมือง Recife      

                     

ภาคตะวันตกตอนกลางเป็นที่ราบสูงเฉลี่ย 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล กินพื้นที่ร้อยละ 22 ของประเทศต่อจากเขต อเมซอนไปทางใต้ เป็นเขตป่าไม้ชุกชุม เป็นพี้นที่เพาะปลูกและทำปศุสัตว์ บางแห่งเป็นพื่นที่แห้งแล้งกันดาร 

                                                         

ภาคตะวันออกเฉียงใต้มีพื้นที่เพียงร้อยละ 11 ของประเทศ แต่เป็นที่ตั้งของเมืองใหญ่ที่สุด 3 เมืองของบราซิล คือ รีโอเดจาเนโร เซาเปาลู และเบโลโอรีซอนตี และเป็นที่อยู่ของประชากรร้อยละ 45 ของทั้งประเทศ เป็นพื้นที่ชายฝั่ง หาดทราย และที่ราบสูง             

                                                   

ภาคใต้มีพื้นที่น้อยที่สุด มีอากาศใกล้เคียงกับยุโรป มีหิมะตกบางพื้นที่ในฤดูหนาว เป็นที่ตั้งรกรากของชาวยุโรปที่ไปตั้งถิ่นฐานในบราซิลในศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะจาก อิตาลี เยอรมนี โปแลนด์ และรัสเซีย และอยู่อาศัยเรื่อยมาจนปัจจุบัน ถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ ผลิตผลสำคัญ ได้แก่ ข้าวสาลีข้าวโพด ถั่วเหลือง และข้าว รวมทั้งเป็นเขตปศุสัตว์ที่สำคัญของประเทศด้วย

 

ทรัพยากรธรรมชาติ                                 

น้ำมันปิโตรเลียม บอกไซท์ ทองคำ แร่เหล็ก (เป็นผู้ส่งออกแร่และผลิตภัณฑ์เหล็กรายใหญ่ที่สุดในโลก) แมงกานีส นิกเกิล ฟอสเฟต พลาตินัม ดีบุก ยูเรเนียม พลังน้ำ และไม้

 

 

ประชากร (2556)   200 ล้านคน
เมืองหลวง   กรุงบราซิเลีย (Brasilia)
ภาษา   โปรตุเกส (ภาษาราชการ)
ศาสนา    คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก (ร้อยละ 80)
เชื้อชาติ    

ผิวขาว (โปรตุเกส อิตาลี เยอรมัน สเปน โปแลนด์)       

ร้อยละ 55ผิวผสมระหว่างผิวขาว ผิวดำ

ร้อยละ 38 ผิวดำ

ร้อยละ 6   และอื่นๆ (ญี่ปุ่น อาหรับ ชาวอินเดียนพื้นเมืองหรือAmerindian) ร้อยละ 1

หน่วยเงินตรา   เฮอัล (Real) อัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท เท่ากับ 0.09 เฮอัล(พ.ค. 2558)
วันได้รับเอกราช/วันชาติ   7 กันยายน 2365 (ค.ศ. 1822) จากโปรตุเกส
วันสถาปนารัฐธรรมนูญ   5 ตุลาคม 2531 (ค.ศ. 1988)
สมาชิกองค์การระหว่างประเทศ   FAO, ECLAC, FEALAC, G20, G77, GATT, IBRD,   ICAO, ILO, IMF, ITU, LAIA, MERCOSUR, NAM (OBSERVER),  OAS, UN, UNCTAD, UNESCO, UNHCR, RIO Group, UNPROFOR, WHO, WIPO, เป็นต้น
เวลาต่างจากไทย   ช้ากว่าไทย 9 ชั่วโมงในช่วงเดือนตุลาคม - มีนาคม และ 10 ชั่วโมง ในช่วงเดือนมีนาคม – ตุลาคม
รูปแบบการปกครอง   ประชาธิปไตยระบบประธานาธิบดี และเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐ (Federative Republic)
ประมุขของประเทศ      ประธานาธิบดี นาง Dilma Rousseff ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2553 และเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 1ม.ค. 2554
รองประธานาธิบดี   นาย Michel Temer
หัวหน้ารัฐบาล        นาง Dilma Rousseff
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ   นาย Mauro Luiz Iecker Vieira
การแบ่งเขตการปกครอง   26 รัฐ (states) และ 1 เขตนครหลวง (Federal District) มีผู้ว่าการรัฐรวม 27 คน และมีเทศบาลเมือง (municipalities) จำนวน 5,570แห่ง

                   

ฝ่ายบริหาร                                  

ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้ง มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี ตำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ คณะรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี (เลือกตั้งครั้งต่อไป ต.ค. 2561)

 

ฝ่ายนิติบัญญัติ                             

สภาแห่งชาติ (Congresso Nacional) เป็นระบบ 2 สภาคือ 1) วุฒิสภา (Federal Senate) มีสมาชิกจำนวน 81 คน ประกอบด้วยตัวแทนจาก 26 รัฐ และ 1 เขตนครหลวง มาจากการเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของแต่ละรัฐ และเขตนครหลวงจำนวนเขตละ 3 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 8 ปี โดย 1 ใน 3 ของผู้แทนได้รับเลือกตั้งหลังจาก 4 ปี และ 2 ใน 3 ได้รับการเลือกตั้งอีก 4 ปีถัดไป มีการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายเมื่อ 31 ต.ค. 2557 ประธานวุฒิสภาปัจจุบันคือนาย Renan Calheiros จากพรรค PMDB 2) สภาผู้แทนราษฎร (Chamber of Deputies) มีสมาชิกจำนวน 513 คน โดยแต่ละรัฐมีผู้แทนอย่างน้อย 8 ที่นั่ง และไม่เกิน 70 ที่นั่ง จากการเลือกตั้งตามสัดส่วน มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนปัจจุบันคือนาย Renan Calheiros จากพรรค PMDB

 

สมัยการประชุม สภาแห่งชาติมีการประชุมที่กรุงบราซิเลีย ระหว่าง 15กุมภาพันธ์ - 30 มิถุนายน และระหว่าง 1 สิงหาคม – 15 ธันวาคม ของทุกปี  ทั้งวุฒิสมาชิกและผู้แทนราษฎร ต่างสังกัดพรรคการเมือง การย้ายพรรคการเมืองถือเป็นเรื่องปกติ ทั้งสองสภามีอำนาจเสนอร่างกฎหมาย และมีหน้าที่พิจารณาร่าง กฎหมายที่ประธานาธิบดีเสนอ โดยสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาก่อน และส่งให้วุฒิสภาพิจารณา จากนั้นจึงส่งต่อให้ประธานาธิบดีประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป

 

ระบบกฏหมาย                               

ใช้ประมวลกฎหมายโรมัน (Roman codes)

 

ฝ่ายตุลาการ                                

ศาลสูงสุดแห่งชาติ (Supreme Federal Tribunal)ประกอบด้วยผู้พิพากษาทั้ง 11 คน แต่งตั้งโดยประธานาธิบดี และรับรองโดยวุฒิสภา มีวาระดำรงตำแหน่งตลอดชีพนอกจากนี้ ยังมี Superior Court of Justiceและ Supreme Electoral Court และ National Justice Council

 

2.  ระบบพรรคการเมือง

บราซิลได้รับเอกราชจากโปรตุเกสเมื่อปี 2365 แต่ยังคงปกครองด้วยระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญอยู่อีกระยะหนึ่ง จนในปี 2434 จึงสถาปนาระบบสหพันธ์สาธารณรัฐ(Federative Republic)

 

บราซิลอยู่ภายใต้การปกครองของทหารในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 2507 จนกระทั่งมีการ เลือกตั้งประธานาธิบดีที่เป็นพลเรือนภายใต้ระบอบประชาธิปไตยขึ้นในปี 2528 ปัจจุบันบราซิลมีพรรคการเมืองกว่า 20 พรรค และมีรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค นำโดยพรรคแรงงาน และพรรคร่วมรัฐบาล อีก 9 พรรค

 

พรรคการเมืองที่สำคัญในบราซิล ได้แก่ พรรคแรงงาน (Partido Trabalhista Brasileiro – PT) และพรรคแนวร่วมประชาธิปไตยบราซิล (Partido do Movimento Democrático Brasileiro – PMDB) ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหลักในปัจจุบัน นอกจากนั้น ยังมีพรรคสังคมประชาธิปไตยบราซิล (Partido da Social Democracia Brasileira – PSDB) และพรรคประชาธิปไตย (Democratas – DEM) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน

 

2.1   พรรคแรงงาน (Partido Trabalhista Brasileiro – PT)

ก่อตั้งเมื่อปี 2523 โดยมีรากฐานจากกลุ่มสหภาพแรงงาน รวมตัวเพื่อต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร มีแนวนโยบายสังคมนิยมซ้าย เป็นแกนนำพรรครัฐบาลตั้งแต่ ปี 2545 มาจนถึงปัจจุบันโดยผู้นำพรรค ได้แก่ อดีตประธานาธิบดี Luiz Inácio Lula da Silva (2545 – 2553) ชนะการเลือกตั้งในปี 2545 และอีกสมัยในปี 2549 ประธานาธิบดี Lula ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางเพราะบุคลิกภาพ และมีความเป็นผู้นำสูง ประกอบกับประวัติส่วนตัวที่เคยเป็นผู้ใช้แรงงาน ด้อยโอกาสทางการศึกษา และเป็นผู้นำสหภาพแรงงาน ทำให้ได้รับความชื่นชม และการสนับสนุนอย่างมากจากผู้ยากไร้

 

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2558นาง Dilma Rousseff เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีหญิงคนแรกของบราซิลเป็นสมัยที่สอง นาง Rousseff เป็นทายาททางการเมืองของอดีตประธานาธิบดี Lula ได้รับการยอมรับว่าเป็นคนทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง เคยเป็นนักต่อสู้เข้าร่วมกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารในยุคทหารปกครองประเทศ เข้าเป็นสมาชิกพรรคแรงงานบราซิลเมื่อปี 2544 และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองในช่วงรัฐบาล Lula ได้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และเหมืองแร่ และรัฐมนตรีประจำทำเนียบประธานาธิบดีตามลำดับ

 

ปัจจุบันพรรค PT มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 70ที่นั่ง (จากจำนวน 513 ที่นั่ง) และวุฒิสภา 12ที่นั่ง (จาก 81 ที่นั่ง)

 

2.2   พรรคแนวร่วมประชาธิปไตยบราซิล (Partido do Movimento Democrático Brasileiro - PMDB)

ก่อตั้งในยุคทศวรรษที่ 1970 มีอุดมการณ์สังคมนิยมซ้ายต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร เคยใช้สัญลักษณ์ธงแดงพื้นดำเป็นธงประจำพรรค แต่ปัจจุบันปรับนโยบายเป็นพรรคสายกลาง (centrists) มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 66 ที่นั่ง (จากจำนวน 513 ที่นั่ง) และวุฒิสภา 20 ที่นั่ง (จาก 81 ที่นั่ง) พรรค PMDB ให้การสนับสนุนประธานาธิบดี Rousseffและเป็นพรรคร่วมรัฐบาลขณะนี้

 

2.3   พรรคสังคมประชาธิปไตยบราซิล (Partido da Social Democracia Brasileira – PSDB)

ก่อตั้งเมื่อปลายทศวรรษที่ 1980 โดยแยกมาจากพรรค PMDB นำโดยอดีตวุฒิสมาชิก Fernando Henrique Cardoso ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ผู้คิดค้น “Real Plan” ซึ่งสร้างความเจริญเติบโตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมถึงดำเนินนโยบายสุขภาพพื้นฐาน และการปฏิรูปการศึกษา ทำให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสองสมัย (ปี 2537 และ 2541) ก่อนพ่ายแพ้ให้แก่พรรค PT เรื่อยมา หลังจากที่ประธานาธิบดี Lula ครบวาระในสมัยแรก นาย Jose Serra ได้พยายามชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 2545 แต่พ่ายแพ้ต่อประธานาธิบดี Lula หลังจากนั้นได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐเซาเปาลู และลาออกเพื่อลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งในเดือนตุลาคม 2553 แต่ก็ยังพ่ายแพ้แก่นาง Rousseff ผู้สมัครจากพรรค PTต่อมาในปี 2557 พรรค PSDB ส่งนาย Aecio Nevesสว รัฐมีนัสเชไรส์ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแข่งกับนางRousseff และพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งรอบสองเพียงร้อยละ   4จึงมีความเป็นไปได้สูงที่นาย Nevesจะลงสมัครชิงตำแหน่ง ปธน อีกครั้งในปี 2561

 

ปัจจุบันพรรค PSDB เป็นพรรคฝ่ายค้าน มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 54 ที่นั่ง (จากจำนวน 513 ที่นั่ง) และวุฒิสภา 12 ที่นั่ง (จาก 81 ที่นั่ง)

 

3. การเมืองการปกครอง

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2558 ประธานาธิบดี Rousseff ได้ประกาศนโยบายหลักของการบริหารรัฐบาล (1 มกราคม 2558– 31 ธันวาคม 2561) ดังนี้

 

3.1  ด้านการเมืองเน้นการปฏิรูปการเมืองอย่างเร่งด่วนเพื่อให้มีรูปแบบการเมืองที่ตอบรับกับความต้องการของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย

 

3.2  ด้านเศรษฐกิจ

-         เน้นเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพและเพิ่มความน่าเชื่อถือ โดยเน้นการควบคุมเงินเฟ้อให้ต่ำกว่าเพดานที่กำหนด และมีนโยบายการเงินการคลังที่รัดกุม(fiscal discipline)

-         สร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ดีต่อภาคธุรกิจ ภาคการผลิต ภาคการลงทุน และเน้นการแข่งขันไปพร้อม ๆ กับความเจริญอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

-         การปรับบัญชีสาธารณะ และเพิ่มการออมภายในประเทศ

-         รักษาอัตราการจ้างงาน คงสิทธิประโยชน์ด้านแรงงาน สวัสดิการสังคม และปรับค่าแรงขั้นต่ำตามสภาวะเศรษฐกิจ

-         สร้างกลไกลดช่องว่างทางภาษีที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจขนาดย่อมและขนาดเล็ก

 

3.3  การศึกษา

-         ให้ความสำคัญกับการศึกษามากขึ้น โดยประกาศให้บราซิลเป็นประเทศแห่งการศึกษา เพิ่ม งมป ด้านการศึกษาโดยนำเงินส่วนหนึ่งมาจากค่าลิขสิทธิ์ (royalties) การให้สัมปทานผลิตน้ำมัน

-         เน้นการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างภาคการผลิตกับสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ

-         ยืนยันการดำเนินโครงการวิทยาศาสตร์ไร้พรมแดน (Science without Borders) ต่อเพื่อให้ทุนนักศึกษาบราซิลศึกษาต่อในต่างประเทศอีก 100,000ทุน

 

3.4  ภาคบริการและโลจิสติกส์ส่งเสริมการลงทุนแบบการเป็นหุ้นส่วนภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะกับกิจการท่าเรือ ท่าอากาศยาน และการก่อสร้างทางหลวงต่างๆ  เพิ่มการลลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

 

3.5  โทรคมนาคมประกาศว่าภายใน 4 ปี บราซิลจะต้องมีการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตอย่างถ้วนหน้า (universal access) ผ่านอินเตอร์เน็ต broadband

 

3.6  ด้านสังคม

-         ลดความแตกต่างทางสังคมระหว่างรัฐต่าง ๆ ในบราซิล โดยเน้นการเพิ่มการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานในรัฐทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและในภูมิภาคอามาโซนัส

-         ขยายโครงการด้านสังคมอย่าง Bolsa Familia ให้ครอบคลุมถึงการพัฒนาการศึกษาในระดับอาชีวศึกษาสำหรับเด็กวัยรุ่นและผู้ใหญ่

-         พัฒนาโครงการ My House My Life ซึ่งช่วยให้คนยากจนได้มีโอกาสมีบ้านเป็นของตนเองอย่างต่อเนื่อง

 

3.7  การสาธารณสุขดำเนินโครงการสาธารณสุขถ้วนหน้าต่อ โดยเน้นไปที่การเพิ่มแพทย์ผ่านโครงการ More Doctors

 

3.8  ด้านการต่างประเทศ

-         ยังคงให้ความสำคัญกับภูมิภาคอเมริกาใต้ ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน การพัฒนาความสัมพันธ์ผ่าน Mercosur, UNASUR และ Community of Latin American and Caribbean States (CELAC)โดยไม่ยึดติดกับอุดมการณ์ นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับแอฟริกา เอเชีย และโลกอาหรับด้วยเช่นกัน

-         ส่งเสริมความสัมพันธ์กับ ปท สมาชิก BRICS ในด้านการค้า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การมีการดำเนินการทางการทูตร่วมกัน ตลอดจนการเร่งให้ธนาคารเพื่อการพัฒนาของ BRICSมีผลบังคับใช้โดยเร็ว

-         ปรับปรุงความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความสำคัญเชิงเศรษฐกิจ การเมือง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการค้าทวิภาคีกับบราซิล การพัฒนาความสัมพันธ์กับ    สหภาพยุโรปและญี่ปุ่นก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน

 

3.9  ปัญหาคอร์รัปชั่น

-         ยืนยันต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชั่น โดยเสนอขั้นตอนที่จะเร่งกระบวนการเพื่อนำผู้กระทำผิดไปลงโทษ และให้มี กม ลงโทษผู้กระทำผิดจากการคอร์รัปชั่นที่หนักขึ้น

-         เห็นว่าปัญหาคอร์รัปชั่นใน Petrobrasเกิดทั้งจากศัตรูภายในและภายนอกบราซิลยืนยันว่าผู้กระทำผิดต้องถูกลงโทษ แต่จะไม่ยอมให้ Petrobrasตกเป็นเป้าหมายของผู้ที่เห็นในผลประโยชน์ที่ต่างไป โดยเฉพาะในเรื่องระเบียบการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (national content) และการให้สัมปทานแบบแบ่งส่วน (concession by sharing system)